10/30/2551

คุณค่าของบทสวดนั้นคือ?





























(ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับบทความ)
ต้องขอบคุณประเด็นที่น่าสนใจที่ได้มาจากการตั้งคําถามของ
ไอ้เติกห้องเครื่องในเรื่องของบทสวดต่างๆ 
คุณค่าที่แท้จริงอยู่ที่ไหน?  อยู่ที่คําแปลของบทสวด
อยู่ที่สวดไปแล้วจะทําให้ชีวิตเจริญขึ้น หรือสวดไป
แล้วเข้าใจพุทธศาสนามากขึ้น

แต่ผมมองว่าบทสวดมนต์เป็นกุศโลบายเพื่อชักจูง
คนที่อ่านบทสวดได้มีสมาธิด้วยกลวิธีให้อยู่กับการอ่าน 
การทําความเข้าใจการออกเสียง การใช้สมอง
อยู่กับตัวหนังสือที่ไม่ใช่สิ่งที่เราคุ้นเคยทําให้เรา
มีความพยายามและตั้งสมาธิมากกว่าการที่เราไป
อ่านเนื้อร้องเพลง ละลายของโฟร์-มดแน่นอน

ดังนั้นจึงเป็นการตั้งคําถามว่าจริงๆแล้วแก่นของ
บทสวดมนต์คือการให้ผู้อ่านได้ใช้สมาธิกับมันใช่ไหม?

แต่ถ้าเราลองมองจากพื้นความรู้ทางพระพุทธศาสนา
แน่นอนว่าคําแปลที่บอกว่าอะไรหมายถึงอะไร
ย่อมเป็นสิ่งสําคัญในการสนับสนุนคุณค่าของบทสวด
มากกว่าที่จะเป็นแค่ตัวอักษรที่อ่านไปตามจังหว่ะ
เพื่อทําสมาธิกับมัน 

ผมคิดว่าคําแปลจากบทสวดเองก็มีส่วน
ไปช่วยสนับสนุนให้บทตสวดดูมีนํ้าหนักและ
ทําให้ผู้สวดมีความสนใจในตัวบทสวด
เพราะหากบทสวดเองขาดความหมายแล้ว
ก็ไม่มีใครรู้ได้ว่าจะมีใครหยิบขึ้นมาสวดไหม?

(ขอขอบคุณ เติกห้องเครื่องที่จุดประเด็นคําถาม)


10/15/2551

ตัดสินงานออกแบบ(หัวข้อดูซีเรียสมากมาย)






































หลายครั้งที่เราต้องตัดสินงานออกแบบและหลายครั้ง
ที่เรารีบตัดสินว่า งานไหนดีหรือไม่ดีอย่างไร คงเหมือน
กับเวลาที่เราขึ้นรถเมล์และกระเป๋ารถเมล์พูดว่า 
"ชิดในหน่อยเพ่ ในๆเลยพี่ ช่วยชิดในด้วยครับเพ่"
โดยที่แม่งไม่ดูว่าข้างในอัดกันเยี่ยงปลากระป๋อง
ในซอสมะเขือเทศ บางครั้งการตัดสินงานที่เร็ว
เกินไปโดยไม่มองดูรอบๆให้ดีก่อนคงเป็นการ
กระทําที่เราเคยชินแต่ไม่ควรจะชินซักเท่าไร

งานที่ดีและงานที่สวยไม่เหมือนกัน แต่เรามักมอง
ว่างานที่สวยคืองานที่ดี ทั้งๆที่เราบอกว่าบางที
คนที่สวยอาจจะนิสัยเสีย น่าแปลกดีว่ะ!
เราควรพิจรณาจากอะไร ผมคงบอกแน่ชัดไม่ได้
งานที่สวยอย่างเดียว พอนานๆก็เบื่อ
งานที่มีการใช้งานที่ดีอย่างเดียว ก็ไม่มีอะไรดึงดูดให้ดู
งานที่มีแต่ความเหมาะสมก็ดูจะเนิบๆไปหน่อย

ทั้งสามอย่างน่าจะถูกตวงและชั่งนํ้าหนักกันอย่าง
ลงตัวแล้วนํ้ามาคลุกเคล้าปรุงเป็นงานชิ้นหนึ่ง
ในชีวิตเราต้องตัดสินงานตัวเอง งานคนอื่นอีกมามาย
ไม่ควรมองงานที่ไม่สวยแล้ว พูดว่า " หยี๋ " แล้วเดินจากไป
แต่ควรมองว่างานนั้นมีข้อดีอย่างไรเสียตรงไหน
ถ้าเป็นเราเราจะมีวิธีแก้ไขอย่างไร น่าจะเป็นประโยชน์
มากกว่า 

บางครั้งที่เรายอมให้รสนิยมส่วนตัวไปตัดสินงาน
ต่างๆซึ่งผมมองว่ามันก็ดีแต่เราไม่ควรใช้มันเป็น
แก่นหลักในการตัดสิน เพราะรสนิยมก็คือรสนิยม
เป็นแค่รสชาติที่เรานิยม คนอื่นอาจจะไม่ได้นิยม
แบบเราก็ได้ไม่ใช่หรอจ๊ะ

จากนี้ไปอย่ารีบด่วนตัดสินงานออกแบบคนอื่นด้วยวิธี
ทําไข่ลวกเหอครับ ค่อยๆมองหลายๆด้านก่อนที่เราจะ
บอกว่างานั้นดีไม่ดีอย่างไร

10/12/2551

จิ๊บๆ ผู้หญิงเป็นนกหรอ

ผมมีความเชื่อว่าหลายๆคนคงเคยเจอกับผู้หญิงที่สามารถพูดภาษานกได้
เมื่ออาทิตย์ที่แล้วผมไป B2S (ร้านเครื่องเขียนที่ของชั้นนําครบ+ราคา
ไม่น่าคบ) ได้ไปเข้าคิวเพื่อจะจ่ายเงิน บังเอิญกระดาษเจ้ากรรมดันไปโดน
คุณผู้หญิงวัย 25หน้าตาไม่ค่อยสวย ออกขี้เหร่นิดๆทันใดนั้นผมได้ยิน
เสียงว่า " จิ๊บ " แปลกดีนะครับเหมือนกับมีนกขี้หงุดหงิดมารุมทึ้งหูและ
ระบบประสาทการรับเสียง

หลังจากที่สมองส่วนซิริบั้มของผมทํางานเพื่อระลึกย้อนอดีตไปว่าจริงๆ
เราเองเคยได้ยินเสียงนี้อยู่หลายครั้ง แต่ไม่ได้ตั้งคําถามกับมัน นั้นสิ 
ทําไมต้องจิ๊บ หรือผู้หญิงกับ นก มีความสัมพัทธ์ทางพันธุกรรมอย่าง
ลึกซึ้ง อืม..ไม่น่าใช่ว่ะ ท่านผู้อ่านลองทําเสียงดูนะครับจริงๆแล้ว
มันก็ไม่จิ๊บ!! ซะทีเดียว มันจะเหมือนเอาคําว่าจิ๊บ+แจ๊บ 
เป็นการออกเสียงฟิวชั่นแบบใหม่ตามที่สมัยนี้นิยมการฟิวชั่นของ
ต่างๆ 

น่าแปลกที่เสียงนี้หาได้ยินจากผู้ชายได้น้อยมากหรือเรียก
ได้ว่าไม่เยอะทั้งๆที่ไอ้ที่ผมลองทําดูก็ไม่ได้ยากอะไรมากมาย
ก่ายกองขยะถ้าให้ผมเดานะ ผมเดาว่ามันเกิดจากการสืบต่อ
ทางพฤติกรรมของเพศ ญคือเห็นอาซ้อคนนั้นทําแล้วเกิดการ
ลักจําต่อๆกันโดยไม่ตั้งใจ แต่ที่แน่ๆผลสรุปชัดเจนในเรื่องนี้ยัง
คงไม่มี ถ้าผู้หญิงคนไหนมาอ่านแล้วมีความคิดเห็นหรือข้อเท็จ
จริงกรุณาเมล์มาบอกผมที อยากรู้จริงๆว่ะ
จิ๊บ จิ๊บ......

สัพเพเหระ

ในที่สุดก็ถึงเวลาปลดแอกออกจากบล็อคเก่าที่ยึดติดกับวิชา
ทางการออกแบบเพียงอย่างเดียว สัพเพเหระคืออะไร ถ้าแปลตาม
Dictionary บนคอมผมก็ได้ใจความว่าที่ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน, ที่ไม่ใช่สิ่งสำคัญ
จึงเป็นสาเหตุหลักในการนํามาตั้งชื่อบล็อค ซึ่งเนื้อในหรือ บทความก็จะพบได้ว่า
มันกระจายมากคือถ้าผมสนใจอะไรหรืออยากเขียนอะไรก็จะเขียน
ไม่มีหลักประกันแน่ชัดว่าแนวทางของเนื้อหาจะดําเนินไปในแง่มุมไหน
แต่โดนส่วนใหญ่น่าจะมาจากอาการสนใจไอ้เรื่องที่ไม่ควรสนใจ
ยังไงถ้าเริ่มเขียนบทความแล้ว ใครมีความเห็นอะไรก็ช่วยๆกันcommentได้
เออใช่ บทความเกี่ยวกับการออกแบบก็ยังอยู่ไม่ไปไหนเพราะเสียดาย
อยากอ่านย้้อนหลังก็เชิญตามสบายยายไม่ว่า

8/24/2551

ถุงผ้ากับข้อความแท้จริง



สุดท้ายจึงยอมดรอปความชอบของตัวเองเพื่อให้การสื่อสารกับผู้รับสารเป็นไปได้
อย่างง่ายขึ้น โดยนําข้อความที่นิยมชมชอบบนถุงผ้ามาล้อระหว่างหน้ากระเป๋าและ
หลังกระเป๋าในแง่ของเชิงบวกและเชิงลบ(สิ่งที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน)
หลังจากเตรียมข้อความเรียบร้อยกระเทียมเจียวแล้ว จึงติดต่อเตียบแฟนเติก
กับ เติกแฟนเตียบ และติดต่อ สะเดาโก๊ะ รวมทั้ง บิวแบ็ด เพื่อมาเข้าโรงงานนรก
ในครั้งนี้ :P


ปล.สุดท้ายขอขอบคุณ เตียบ เติก เดา บิว ไดไกโก้ พี่ไพลวัล ในความร่วมมืออย่างเต็มที่ทุกคน 

icon เล่าเรื่องถุงผ้า


ทดลองทํา icon เล่าเรื่องเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้ถุงผ้าที่มาและที่ไปดู แต่หลังจากปรึกษากับอาจารย์
แล้วได้ความว่า ผู้รับสารคงเข้าใจได้ยาก จึงจํายอมต้องเปลี่ยนวิธีการนําเสนอไป แม้ว่าตนเอง
และเพื่อนบางคนจะค่อนข้างชอบวิธีการนี้พอสมควร

8/03/2551

สเต็ป และ สติ ของถุงผ้า

ถุงผ้า หลังจากอยู่กับมันมาพอสมควรก็พบว่าเรื่องราวต่างๆมีที่มาที่ไป
เฉกเช่นเรื่องทั่วไป 1+1=2 สมการหรือการบอกเล่าต่างๆคงไมได่้ต่าง
จากเรื่องทั่วไปจึงอยากจะลองนํามาถ่ายทอดเป็นประโยคง่ายๆดู
คัาเชื่อมต่างๆหรือสัญญะที่เข้าใจกันดีอยู่แล้วน่าจะเป็นประโยชน์
ต่อการช่วยสื่อสารในสิ่งใหม่

ถุงผ้า? บอกว่ามันเปลืองที่คนแห่งมาซื้อถุงผ้าเกินจําเป็น แต่ก็มีคน
ตั้งคําถามกับผมว่า "เฮ้ย!! แล้วงานของมึงหล่ะไม่เปลืองหรือไง
ใช้ถุงผ้าเป็นสิบๆใบแถมยังต้องนั่งสรีนอีก "

ผมตอบได้เลยว่าเปลือง เปลืองแน่ๆ แต่ถามว่าถ้างานนี้ถูกพิมพ์ใน
กระดาษธรรมดาหรือเป็นแค่โปสเตอร์แน่นอนว่าความน่าสนใจ
จะถูกลดลงไป เพราะฉะนั้นแม้ว่าผมมีเรื่องที่อยากจะพูดแค่ไหน
จะมีข้อมูลมากขนาดไหน แต่ถ้าภาพแรกที่ผู้ชมเห็นมันไม่น่าสนใจ
เขาก็จะไม่เดินมามอง ข้อมูลที่หามาจะเป็น 0 ทันที

ผู้ที่ทํางานเกี่ยวกับการประหยัดหรือช่วยกันลดอะไรซักอย่างคงพบ
กับปัญหานี้ไม่มากก็น้อย เพราะเมื่อเราต้องการสร้างหรือบอก
อะไรซักอย่างแน่นอนเราก็ต้อง " ใช้ " เพื่อที่จะ " สร้าง "
แต่มากแค่ไหนและสมควรหรือเปล่า
ตรงนี้น่าจะเป็นสิ่งที่หาคําตอบมาเติมให้กับมัน

7/31/2551

การกลายพันธ์ทางบริบทของถุงผ้า




จริงอยู่ว่าถุงผ้าถูกสร้างมาจากวัตถุประสงค์ที่ดี เพื่อใช้ในการประชาสัมพันธ์ในเรื่องของ
การช่วยกันลดโลกร้อน (Save the world ,Go green) 
แต่ถุงผ้าเองมีการกลายพันธ์ทางบริบทของมันโดย
เริ่มแรกจากการที่ผ้าฝ้ายดิบนํามาทําถุงผ้าและสรีนคํารณรงค์ต่างๆเพื่อ
ให้ข้อมูลต่างๆ แก่ผู้พบเห็นและสร้างสังคมถุงผ้าขึ้นมา
จากนั้นก็พยายามใส่กลวิธีต่างๆลงไปให้กับมัน
เช่นงานสุดโดงดังพลุระเบิดเยี่ยงสงครามโลกของ
Anya (i'm not plastic bag)
จากนั้นถุงผ้าได้กลายมาเป็นแฟชั่นซึ่งก็ใช่ว่าจะไม่ดี
แต่เมื่อสีค่อยๆถูกเปลี่ยนไปความหมายก็ถูกเปลี่ยนตามไปด้วย
ผู้คนซื้อถุงผ้าเพราะเป็นแฟชั่น brand ต่างๆหันมาช่วยกันรักโลก
ที่มาพร้อมกับการเพิ่มการผลิตและเร่งใช้ทรัพยากรธรรมชาติมากขึ้น
ผมคงบอกไม่ได้ว่าอะไรถูกอะไรผิดเพียงแต่คิดว่าถ้ามันมันน่าจะมี
จุดสมดุลย์ระหว่าง แฟชั่น กับ เจตจํานงแท้จริงของถุงผ้า
และจุดนั้นแฟชั่นจะช่วยสงเสริมควาหมายของถุงผ้าที่แท้จริง
ไม่ใช่กลืนกินความหมายไปซะเอง

7/22/2551

สวยประหาร


ความตายหรือสิ่งที่หลายคนเรียกกันว่าด้านมืดอาจจะมีความหวานประกอบอยู่
ซึ่งอาจจะดูขัดแย้งแต่ก็สามารถนํามาพูดรวมกันได้เป็นอย่างดี

7/10/2551

นามบัตรชื่อบัตรเนมบัตร







นามบัตรที่ทําด้วยมือสงสัยเหมือนกันว่าปกตินี่ทําด้วยอะไรกัน