6/15/2551

เก็บถุงพลาสติก 1 อาทิตย์คิดไม่ออก

น่าแปลกทีี่คนพยายามจะใช้ถุงผ้าในการช่วยดลกร้อน แต่แปลกที่ไม่เห็นจะลดใช้ถุงพลาสติกกัน ถุงพลาสติก
มีจัานวนที่มากมายราวกับหมู่ดาวในอวกาศ แต่บางใบกลับมีอายุการใช้
งานสั้นกว่าแมงเม่าด้วยซํ้า ถุงพลาสติก
มันถึงล้นโลกกันอยู่ในปัจจุบัน ก็คิดไม่ออกหรอกว่าจะไปช่วยไรได้แค่คิดว่า เออแทนที่จะไปหมกกับถุงผ้าที่ต้องสร้างมันขึ้นมาใหม่ลองเอาถุงพลาสติกที่อายุแสนสั้น มาทําไรได้ไหม
ข้างล่างนี่ก็เป้นภาพถุงพลาสติกที่เก็บได้ในอาทิตย์นี้
จะเห้นได้ว่า
1. สีของพลาสติกมีหลายสี ขาวดํา ขุ่น หรือ ใสมากน้อยต่างดันไป
2. ขนาดสิขนาด ก็ต่างกันไปตามการใช้งานว่าเอาไว้ใส่อะไรก่อนหน้านี้
3. โลโก้และกราฟฟิคทําเท่ทั้งหลายที่แปะเพื่อโฆษณาหรือความที่คิดว่าจะสวยงาม
4. ลักษณะของหูหิ้ว ก็ต่างกันไปตามวัตถุประสงค์การใช้งาน
คือปกติผมจะรวบรวมถุงไ
ว้ห่อขยะไม่เคยจะได้ดูหรอกว่ามันมาจากไหน ก็มีเนี่ยแหละถึงได้มานั่งคิดดู
แต่ถุงพลาสติกเองมีข้อดีเยอะนะมันถึงนิยมกัน ถ้าเราได้เอาถุงพลาสติกมาทํางาน
ก็น่าจะเป้นการไม่ได้เพิ่มภาระให้กับธรรมชาติเวลาที่เราใช้มันมาทํางานออกแบบ
แต่ก็นั้นสิจะเอามันมาทําไร ก็ลองไปค้นๆมาดูก็น่าสนใจอยู่เหมือนกันแต่อาจจะดูคิดน้อยไปนิด
เช่น กระเป๋าที่ทําจากถุงพลาสติก หรือเอาถุงพลาสติกมามัดรวมกันเพื่อเป็นตัวอะไรซักอย่าง
แต่ก็นะเราคิดว่าถุงพลาสติกมันไมไ่ด้มีกระแสหรือบริโภคนิยมมาครอบงํา
มันซักเท่าไร คนใช้เพราะต้องใช้ ไม่ได้รู้สึกว่า กูถือแล้วเท่ คนอื่นมีถุงพลาสติกแล้วกูอยากมีจัง
ถ้าเกิดนํามันมาสื่อการได้ก็คงดีไม่น้อย

บริโภคนิยมชมชื่น


แฟชั่นของ ถุงผ้า คงปฎิเสธไม่ได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของบริโภคนิยมไปแล้ว การที่คนเราต้องการซื้อ ถุงผ้าเพื่อ
ซื้อ สัญญะของความเป็นคนดี เพื่อตอบสนองความ "อยากได้ อยากมี อยากเหมือนคนอื่น" 
อย่างเช่น “อู๊ย จั๊กกะแร้ดำไม่ดีหรอก“ “ผู้ชายชอบผู้หญิงผมสวย” คนขาวสวยกว่าคนดำ จั๊กกะแร้ต้องหอม
ถุงผ้าก็ถูกผูกไปกับระบบนี้เรียบร้อยแล้ว " ไอ้พวกใช้ถุงพลาสติกเอ้ย เชยหว่ะ ไอ้พวกไม่ใช้ถุงผ้าแมร่งไม่มีรสนิยมเลย"
ก้ไม่ใช่ว่าไม่ดีและเราคงแก้ไขอะไรได้ยาก เพียงแต่มันก็ทําให้เราหลงลืมเจตนาที่แท้จริงของถุงผ้า
จึงเกิดวิธีการใช้ที่ผิดๆซึ่งก็ไปกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เราคงต้องช่วยกันไม่งั้นถุงผ้าก็จะเป็นเพียงแค่
"ค่านิยม"

6/14/2551

เดินวน ๆๆ


หลังจากที่บทความที่แล้วได้นําเสนอถึงเรื่องถุงผ้าไป ทีนี้ก็จะลองย้อนกลับไปกันว่าทําไมถึงเกิดถุงผ้าขึ้นมา
จนเป็นกระแสได้ วันนี้เราจะเดินวนกลับไปดูที่ถุงพลาสติกกัน
ข้างล่าง(ตัวอักษรแดง)เป็นข้อมูลคร่าวๆไม่อยากอ่านก็ข้ามไปได้เลย

          • ถุงพลาสติกเป็นสิ่งประดิษฐ์สุดวิเศษ น้ำหนักเบาในยุค 1960 ซึ่งพัฒนาขยายผลมาจาก เซลลูลอยด์ ที่สังเคราะห์ขึ้นจากความต้องการหาวัสดุทดแทนงาช้าง ในการผลิตลูกบิลเลียดในช่วงปี 1868
          •
ถุงพลาสติกเป็นของใช้ยอดนิยมของคนทั่วโลก ในปัจจุบัน มียอดการใช้ 5 แสนล้าน ถึงล้านล้านใบต่อปี หรือเฉลี่ยทุก 1 นาทีมีการใช้ถุงหิ้วอย่างน้อย 1 ล้านใบ (เฮือก!)
          • และจำนวน 5 แสนล้านใบนี้ ต้องใช้พลังงานการผลิตจากน้ำมันจำนวน 9 พันล้านลิตร เทียบให้ชัดคือ พลังงานที่ใช้ผลิตถุงพลาสติก 8.7 ใบ สามารถเปลี่ยนไปเป็นน้ำมันให้รถวิ่งได้ไกล 1 กิโลเมตร
          • ถุงพลาสติกเป็นของใช้ที่มีอายุการใช้งานสั้น พร้อมเป็นขยะทันทีหลังการใช้ แต่ใช้เวลาในการย่อยสลายนานถึง 450 ปีเป็นอย่างน้อย (ซ้ำ)
          • ถุงพลาสติกหูหิ้ว แม้จะเป็นชนิดที่นำไปรีไซเคิ้ลได้ แต่ปัจจุบันมีการนำกลับไปรีไซเคิ้ลน้อยมาก เมื่อเทียบกับจำนวนที่ผลิตออกไป จากการสำรวจพบว่าทุกตารางกิโลเมตรทั่วโลกจะมีขยะพลาสติกราว 46,000 ชิ้น
          • ทุกปีผู้คนจับจ่ายซื้อของทั่วโลกใช้ถุงพลาสติก 10,000 ล้านใบต่อปี ซึ่งจะต้อง ใช้เวลา ย่อยสลาย นานกว่า 1,000 ปี
          • ถุงพลาสติก 1.6 ล้านใบ นำไปเรียงเป็นเส้นรอบวงโลกได้ 1 รอบ (นับเพื่อ? แต่ก็เฮือกก)
          • ทุก 1 ตารางไมล์ จะพบถุงพลาสติก 46,000 ใบลอยในมหาสมุทร ซึ่งส่งผลให้แต่ละปีมีนกทะเลตาย 1 ล้านตัว และสัตว์ทะเลอื่นๆจำนวน 100,000 ตัว และปลาอีกนับไม่ถ้วน (เซฟดู๊ดนก ดู๊ดสัตว์ละเล ดู๊ดปลา)
          • แต่ละปีมีเต่าทะเล และสัตว์น้ำจำนวนมาก ตายจากการกินพลาสติก เพราะคิดว่าเป็นอาหาร เช่น แมงกะพรุน
          • ถุงพลาสติกที่คนไทยใช้ในหนึ่งปีนั้น ถ้าเอามาต่อกัน จะได้เป็นระยะทางเท่ากับ เดินทางไปกลับดวงจันทร์ 7 รอบเลยทีเดียว

สรุปง่ายๆก็คือถุงพลาสติกมันสะดวกและมันก็มีต้นทุนที่ไม่แพง และมีคุณสมบัติที่เหมาะกับการใส่ของได้เป็นอย่างดีจึงไม่ได้แปลเลยว่าทําไมมันถึงนิยมเหมือนพวกมัธยมนิยมชมชอบพวกกอฟท์-ไมค์ แต่ก็นั้นแหละข้อเสียของมันต่อโลกสุดแสนสวยงามใบนี้ทําให้ผู้คนต่างอยากจะลดจํานวนประชากรถุงพลาสติกลง และจึงเป็นที่มาของ " ถุงผ้า " ที่สุดท้ายก็กลายเป็นปัญหาในภายหลัง

เราพยายามตั้งคําถามว่าทําไมหนอทําไม ต้องถุงผ้า? ทั้งๆที่ไอ้ถุงพลาสติกบางอันก็เขียนอยู่เสมอว่าให้นํามันกลับมาใช้ใหม่ อาทิตย์นี้ก็เลยเริ่มสะสมถุงพลาสติกมาเพื่อหาคําตอบว่ามีเหตุผลอะไรบ้างถึงทําให้คนไม่อยากนําถุงพลาสติกมาใช้ใหม่ในฐานะของถุงใส่ของที่เราถือไปไหนมาไหน แทนที่จะโดนแปลสถานะไปเป็นแค่ถุงใส่ขยะ ติดตามต่อตอนหน้านะจ๊ะ

6/12/2551

ปีกผีเสื้อจังโก้จริง


------------------------------------------------------------------------------------------

ไม่มีไรมากก็แค่ออกแบบ Pattern จาก Anatomy ของปีกผีเสื้อมา โดยที่ระบบความคิด
ในการออกแบบน่าจะอยู่ที่การแยกส่วนลายของปีผีเสื้อมาตัดทอนและทําเป็น
Pattern ขี้เกียจพิมพ์เยอะละดูไปเพลินๆอย่าคิดมากลากแล้วจะถลอก

-----------------------------------------------------------------------------------------

6/07/2551

การมองบริบทของต้นไม้ กับมุมมองของคนอยากสําคัญ


ผมเคยคิดเสมอว่าทําไมตัวเองไม่เคยคิดที่จะรักต้นไม้และพวกอะไรเขียวๆที่คน
และสื่อ
พยายามประโคมให้รู้สึกรัก อาจจะเป็นเพราะเวลาที่เรานึกถึงต้นไม้
เราก็นึกแค่ว่า
เป็นต้นไม้ เป็นอะไรเขียวๆไม่เคยมีใครเอาป้าย
มาแปะในต้นไม้ว่า

ต้นไม้ชนิดนี้จุดนํ้าได้ 75,000 แกลลอน ผลิต อ็อกซิเจนได้เท่าไร
เรามักจะมองต้นไม้จากสิ่งที่ตาเราเห็นเสมอ เราไม่ได้มองต้นไม้แล้วเห็น
เป็น อ๊อกซิเจน ไม่ได้มองเห็นเป็นปริมาณฝนที่จะตกลงมา
ไม่ได้มองเห็นชีวิตอื่นนอกจากเราที่อาศัยพักพิงกับต้นไม้
อีกอย่างความรู้สึกที่ไม่อยากจะร่วมมือเป็นคนรักโลกเพราะยังมีความคิด
ในหัวที่ติดอยู่ว่า

" เฮ้ย !! แค่ขาดเราไปคนเดียวก็ไม่เป็นไรหรอก
คนในโลกตั้งเยอะแยะให้มันช่วยๆกันเถอะ "

ซึ่งผมคงต้องยอมรับว่าคิดงั้นจริงๆ แต่ก็ต้องยอมรับอีกด้วยว่าถ้ามีคนแบบผม
เยอะๆโลกน่าจะชิบหายจนคอมพิวเตอร์ไม่ทํางาน(มุข)

ความรู้สึกที่อยากจะเป็นคนสําคัญในการช่วยโลกได้หมดไปเพราะจํานวน
คนที่จะทําได้มีมากเหลือเกินจนเหมือนเราไม่จําเป็นต้องเข้าไปยุ่ง
เหมือนไม่ได้มีส่วนสําคัญกับเรื่องนี้

ผมค่อนข้างมีความมั่นใจว่าน่าจะมีคนที่มีความรู้สึกแบบผม
และก็น่าจะออกแบบอะไรซักอย่างเพื่อช่วยเยียวยา
ความรู้สึกนี้ได้(มั้ง)ไม่รู้ว่าพอจะเป็นโครงการณ์ได้หรือเปล่าหน่ะสิ
ปล.ที่แน่ๆจะไม่จบงานเป็นโมชั่นหัวเด็ดเผ็ดเปรี้ยวเพราะทําแล้วไม่มีความสุข

6/06/2551

หมั่นไส้ว้อย ไอ้ถุงผ้าบ้าเห่อ -*-



ตั้งแต่ประเทศทั่วโลกเริ่มมีการรณรงค์เกี่ยวกับการลดโลกร้อน(จําพวกอะไรเขียวๆ) เราก็เห็นกันอยู่ว่ามีสินค้าสีเขียว
จํานวนมากมายหลั่งไหลราวกับแบคทีเรียในปลาดิบ บริษัทและองค์กรต่างๆพยายามที่จะเป็นคนดีที่รักโลก
(อย่างน้อยก็เท่าที่เห็นด้วยตา) กลับมามองที่ตัวผมเองกับเรื่องเขียวๆบ้าง
อันที่จริงผมไม่ค่อยจะพยายามรักโลกเกินหน้าเกินตาหรอกนะ แต่ที่ติดใจจริงๆคือ หมั่นไส้พวกที่ถือไอ้ถุงผ้าสะพายไปสะพายมาทําหน้าทําตารักโลกกันใหญ่ ทั้งๆที่ผมกล้าบอกได้เลยว่าส่วนใหญ่ใช้ไอ้ถุงผ้าเนี่ยได้อย่างไม่ถูกต้อง ทุกคนซื้อถุงผ้าเพราะรู้สึกว่าทุกครั้งที่ได้ซื้อเหมือนกับได้ช่วยโลก(ถึงแม้ว่าจะเป็นใบที่29แล้วก็ตาม)
เป็นเหมือนการซื้อสัญลักษณ์ของการเป็นคนดีที่รักโลก
คนขายบางคนเอาถุงพลาสติกห่อถุงผ้าไว้เพื่อให้ผู้ซื้อถือได้อย่างสะดวก บางคนเอาถุงผ้าไปซื้อของแต่กลับรับสินค้าที่ห่อถุงพลาสติกแล้วใส่ในถุงผ้าอีกที

แล้วจะใช้ถุงผ้าไปเพื่อ???

ดาราหลายคนพยายามทําตัวเป็นคนรักโลกด้วยการมีอาชีพเป็นนักสะสมถุงผ้า น่าตลกสิ้นดี
ลองมาคิดๆดูจํานวนถุงผ้ามากมายแบบนี้มันคงไม่ได้ผ่านกระบวนการเย็บด้วยมือ สรีนลายด้วยวิธีแบบธรรมชาติอยู่แล้วมันก็ผ่านไอ้โรงงานควันดําปุ๋ยๆ ที่เราพยายามทําท่าทําทางรังเกียจมันนั้นแหละ
หลายองค์กร หลายฝ่ายพยายามผลิตถุงผ้าออกมาเพื่อให้ใช้แทนถุงพลาสติก แต่ไม่เคยพยายามผลิตการใช้งานที่ถูกต้องหรือกลไกที่จะทําให้ผู้ใช้ใช้ถุงผ้าได้ตามวัตถุประสงค์ที่แท้จริง
ตัวผมเองมีถุงผ้า1ใบ และซื้อมาเพราะว่าชอบดีไซน์ของมันไม่ได้จะช่วยอะไรโลกหรอก บางครั้งก็มีที่เผอเรอรับถุงพลาสติกเข้ามาในถุงผ้าเหมือนกัน ทั้งๆที่เราเองก็ไม่ตั้งใจ

แล้วเรื่องนี้ผิดที่ใคร ที่ผมหรอ ก็อาจจะใช่ แต่ถ้าการออกแบบถุงผ้าหรือสิ่งต่างๆมีกลไกหรือวิธีที่มีประสิทธิภาพมากกว่านี้ ก็น่าจะลดจํานวนถุงพลาสติกในถุงผ้าลงได้
พฤติกรรมผิดๆเกี่ยวกับถุงผ้ายังมีอีกมากมาย ที่ผมสนใจเรื่องนี้เพราะว่า จริ
งๆแล้วตัวเองก็เป็นคนที่ติดใจในดีไซน์ของถุงผ้าหลายๆใบอยู่เหมือนกัน แล้วก็รู้สึกตลกกับการที่เห็นคนถือถุงผ้าหิ้วไปมาโดยที่ไม่ได้ตระหนักว่าจริงๆแล้วถุงผ้าเกิดมาเพื่ออะไร?



สุดท้ายเลยอยากจะนําเสนอโครงการณ์ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ถุงผ้า ซึ้งก็ยังไม่แน่ใจว่างานจะออกมาในรูปแบบไหน ก็มีคิดๆไว้บ้าง น่าจะเป็นการออกแบบอะไรซักอย่างเพื่อให้ผู้บริโภคถุงผ้าใช้ถุงผ้าได้ตามเจตจํานงที่แท้จริงของถุงผ้า
อะไรก็ไม่แน่นอนแต่ที่แน่ๆคือสนใจหัวข้อนี้
ต้องมาดูกันอีกทีว่าอาจารย์ที่เคารพจะมีความเห็นเยี่ยงไร :P

นางพญามังกรแจ๊ส Joanna Wang



Joanna Wang สาวเสียงดีจากไต้หวันคนนี้มีเสียงร้องโดดเด่นชวนหลงไหลราวกับกลิ่นควันที่ลอยมาจากเตาของหมูกะทะ
ก็มิปาน หลายคนคงสงสัยว่าทําไมช่วงนี้เอาแต่เขียนเรื่องเพลง คงเป็นเพราะช่วงนี้ศิลปินที่ชอบดันมาออกอลบั้มพร้อมๆกัน
เลยจําใจต้องเอามาแทรกเขียนนิดหน่อยคงไม่ว่ากันเน้อลูกแมวน้อยทั้งหลายที่มาอ่าน (ฮ่ะๆๆๆ)

หลายคนคงติดใจกับเสียงของ Norah Jone และก็สลดกับความเฉื่อยของบางเพลงที่มีมากจนเกินไป Joanna Wang
น่าจะเป็นคําตอบที่ใกล้เคียงความต้องการของกระดูดหูของคุณ ถึงแม้จะเป็นชาวไต้หวันแต่คุณภาพเสียงไม่ได้หยุดอยู่
แค่กําแพงเมืองจีนเลย ลองฟังกันดูนะ อีกหนึ่งคุณภาพของคนเอเซียเลยแหละ ( เว่อร์ไปเปล่าตู )

6/03/2551

เราร้อง เราเต้น เราขโมยของงงงงงง


อันนี้นอกเรื่องนิดหนึ่ง พอดีศิลปินคนโปรดออกอลบั้มใหม่เลยเอามาแนะนัากันหน่อย
สําหรับคนที่ชอบเพลงแนวๆของ Jack Johnson คงจะชอบนายคนนี้ได้ไม่ยาก
Jason Mraz กับอลบั้มใหม่we sing we dance we steal things !!  
เพลงแน้วโจ๊ะๆ กับดนตรีที่มีกลิ่นอายเหมือนได้ไปท่องเที่ยวที่ไหนซักที่
(น่าจะภูเขา) เหมาะสําหรับฟังคลายเครียดกับสิ่งต่างๆ ส่วนปกก็ออกแบบ
ด้วยการใช้ลายเส้นง่ายๆ ก็ไมไ่ด้แปลกใหม่อะไร แต่ก็ดูลงตัวและสอดคล้อง
ดีกับเพลงในอลบั้มนี้ จริงๆอลบั้มเก่าๆก็เพราะนะไปหาฟังกันเอง ถ้าใครสนใจมากขอได้
(จะโดนจับใหม่เนี่ยตู) 

สําหรับทดลองฟัง :  

http://www.youtube.com/watch?v=EkHTsc9PU2A

4/28/2551

Architect 08 interforum booklet หนังสือแดงฉาน!!



ภายหลังจากได้รับภาระกิจอันหนักหน่วงมาจากพี่ "มาโบว์น่า สก๊อต" ก็เลยมีโอกาสได้ปั้นหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา หลังจากล้มลุกคลุกปลาทูมาซักระยะหนึ่งบวกกับคําแนะต่างๆนาๆเกลือ หนังสือก็ออกมาเป็นเล่มจนได้ โดยหนังสือเล่มนี้ทําเพื่อประกอบกับงาน ASAครั้งที่8 โดยคอนแสบก็มาจากตัวเลข8และดึงออกมาเป็นวงกลม ภายในเล่มประกอบด้วยประวัติและความคิดเห็นของสถาปานิกชื่อดังแต่ละคน ก็คิดว่าน่าอ่านดี ถ้าใครสามารถอ่านภาษาอังกฤษได้เหมือนภาษาไทย
ก็แนะนําให้ถ่างตาอ่านละกันไม่รู้จะพิมพ์อะไรต่อเหมือนกัน
เจตจํานงหลักๆในหวงของส่วนลึกก็คืออยากจะอวดนั้นแหละ ฮ่าๆๆ

----------------------------------------------------------------------------------------------------




----------------------------------------------------------------------------------------------------

ปล.สุดท้ายและเกือบจะท้ายสุด ขอขอบคุณ -/\-
G49, พี่ไก่, อ.อ้อน , พี่มาราโบว์น่า สก๊อต และทุกคนที่ช่วยกันทําให้เกิดหนังสือเล่มนี้ออกมา
รวมถึงอาจารย์ที่เคารพทั้งหลาย

สําหรับงานนั้นจะจัดวันที่ 30 เมษายน-4 May<--จําไม่ได่้ว่าแปลว่าเดือนอะไร ใครว่างๆก็ไปดูละกันน่าจะได้สาระกลับบ้านมานอนด้วย ใครสนใจเพิ่มเติมไปดูได้ที่
Http://asa2008.asa.or.th

4/22/2551

ดูท้องฟ้านั้นสิ!! อัศวินรัตติกาล

หากจะกล่าวถึง superhero คงจะมีอยู่มากมายราวกับจุลินทรีย์ในขวดยาคูลย์ แต่ถ้าจะมาพูดถึง superhero ที่ผมชอบมากที่สุดก็คงจะไม่พ้น BATMAN จริงๆแล้วผมเองก็ไม่ใช่แฟนตัวยงซักเท่าไร เขาทําหนังมาก็ดู เจอการ์ตูนก็ซื้ออ่านบ้าง ที่จะเริ่มมาชอบจริงๆจังๆ ก็ตอนที่ได้ดูหนังเรื่อง Batman begin  ( แสดงโดย คริสเตียน เบล ) 

แบทแมนภาคนี้มีการเปลี่ยนแปลงในหลายๆจุดความเป็นดราม่าที่มากขึ้น และใส่ใจในรายละเอียดของอารมณ์ของตัวละครมากกว่าจะโชว์ของเล่นเหมือนในภาคที่ผมดูตอนเด็กๆ ทําให้รู้สึกเหมือนแบทแมนเองก็ไม่ได้ต่างอะไรกับปุถุชนคนธรรมดา ไม่งอก ไม่ใส่กระเทียม
ตัวของเขาเองก็มีปัญหา มีปมชีวิต ที่ต้องแก้ไขเหมือนคนทั่วๆไป สิ่งที่ทําให้เขาเหนือกว่าคนทั่วไป
นอกจากจะเป็นแรงกดดันในตัวของเขาเองแล้ว ก็น่าจะเป็นเรื่องของ " งบประมาณในการสร้างฮีโร่ " 


ซึ่งในจุดนี้ก็คงจะไปคล้ายๆกับ ironman ที่ก็เป็น superman ที่เกิดจากการใช้งบประมาณสร้างมา ไม่ได้เกิดจากพลังพิเศษ
หรือถูกแมงมุมมารันทูร่ากัดแต่อย่างใด  แต่หากเราลองมองดีๆจะพบว่าสองเรื่องนี้มีจุดขายที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง
ส่วนตัวผมคิดว่า ironman น่าจะเน้นไปทางบู๊เตะต่อยยิงอาวุธร้ายแรงต่างๆเพื่อโชว์พาว
ซึ่งต่างจากแบทแมนที่ในเรื่องน่า
จะสอดแทรกความเป็นดราม่า และถ้าจะพูดแบบมีอคตินิดหนึ่งก็คิดว่า
การดูแบทแมนน่าจะทําให้เซลล์สมองได้ใช้งานมากกว่า

เอาหล่ะมาพูดถึงเรื่องการออกแบบบ้างดีกว่า สิ่งที่น่าสนใจเลยเนี่ยอยากให้มาเปรียบเทียบถึง
ตัวละครก่อนว่าภาคเก่าและใหม่ต่างกันเยี่ยงไร

ภาพแรกเป็นรูปของ joker ในภาคแรกที่แสดงโดย แจ็ค นิโคลสัน

ส่วนภาพที่สองเป็น joker ของภาค Darkknight ไม่ทราบเหมือนกันว่าใครแสดงแต่คาดว่าน่าจะเป็นเพื่อนของผมเอง (ไอ้สะเดาที่ถูกแต่งหน้าโดยหนุ่มกางเกงเหี่ยน)
จะเห็นได้ว่า joker ในภาค darkknight ถูกสร้างและออกแบบให้ตอบโจทย์ในเรื่องของความสมจริงสมศรีและสมชายมากกว่าภาคที่แล้ว ดูมีความหน้ากลัวและบ้าคลั่ง ( จะเห็นได้ชัดเจนหากได้ดูตัวอย่างภาพยนตร์ ) ไม่ได้ดูเล่นๆเหมือนอย่างในภาคที่แล้วซึ่งตัวละครที่ถูกออกแบบใหม่นี้ก็ตอบโจทย์ของแบทแมนซีรีย์ใหม่ ( ตั้งแต่ภาค begin ) ให้มีความ Dark และสมจริง
มีความเป็นดราม่า หรือแม้กระทั่ง Batmobile เองก็ถูกสร้างมาเพื่อตอบโจทย์นี้เช่นกัน




จะเห็นได้ว่าภาพของ Batmobile ด้านล่างไม่ได้ต่างไรกับรถถังรุ่นใหม่ที่เราอาจจะพบเห็นได้ทาง discovery channel
ผู้กํากับยอมทิ้ง design ของรถแบบคลาสิก (ด้านบน ) เพื่อมาตอบโจทย์และสร้างภาพลักษณ์ให้กับ Batman ภาคใหม่
ตัวรถเองยอมมีความสมจริงและสอดคล้องกับความเคยชินเพื่อที่จะตอกยํ้าให้ผู้ชมเห็นว่า มัน " จริง " 

จะเห็นได้ว่าการออกแบบของแบทแมนในภาคใหม่ถูกคิดเป็นก้อนเยลลี่โดย คํานึงถึงภาพรวมและทําให้ทุกอย่างเขาชุดกัน
ไม่ว่าจะเป็น design ต่างๆสอดคล้องไปถึงเนื้อเรื่องหรือแม้กระทั่งอารมณ์ของตัวละคร

สุดท้ายนี่ผมเองก็จําไม่ได้ว่ามันเข้าวันที่เท่าไร แต่เอาเป็นว่าถ้าใครมีโอกาสได้ไปดูก็อย่าลืมมาแลกเปลี่ยนกันบ้าง
ว่าคิดยังไงกันบ้างเน้อ