11/08/2550

เทคโนโลยีดีไซน์กิ๊บเก๋แบบ Neil Poulton


หลังจากเหน็ดเหนื่อยจนแทบมรณะ จากการจัดห้องใหม่เพื่อให้เหมาะและสะดวกต่อการทํางาน ก็ได้เหลือบไปเห็นเจ้า “ ช็อคโกแล็ตน้อย “ Harddisk ความจุ 80 gb ก็ทําให้นึกย้อนไปถึงตอนที่ตัดสินใจทุบไหและนําเงินมาซื้อมัน ตอนนั้นก็แค่อยากได้ harddisk ซักตัวมาเก็บงาน เอาหล่ะเข้าเรื่องกันเลย พี่ Neil Poulton เนี่ยเป็น product designer ชาว สก็อตแลนด์ โดยสไตลืงานของพี่แกก็จะเน้น ความเรียบงานในการออกแบบ เน้นรูปทรงและการโชว์ผิวของวัสดุ แต่ที่แกแปลกต่างจาก product designer ทั่วไปคือ แกมีความรู้ทางด้านเทคโนโลยีเป็นอย่างดี จะเห็นได้ว่างานของพี่แกจะเป็นพวกเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี่เป็นซะส่วนใหญ่ สิ่งที่น่าจะเรียนรู้ได้จากแก ก็น่าจะเป็นเรื่องของการนําความรู้แขนงอื่นมาช่วยในงานออกแบบ จริงๆแล้วอาจจะไม่จําเป็นต้องเป็นทางด้านเทคโนโลยีก็ได้ ถ้าเพื่อนๆมีความรู้หรือสนใจในสิ่งอื่นๆ อาจจะนํามันมาประยุกต์ใช้กับงานออกแบบ ก็อาจจะทําให้งานออกแบบของเพื่อนๆออกมาดูแปลกไปจากคนอื่นก็เป็นได้

----------------------------------------------------------






(อ้างอิง www.neilpoulton.com)

11/06/2550

นวัตกรรมโยเกิร์ตสุดจ๊าบ "แอคทีเวีย"


ตึ้งตึง!! เสียงเปิดประตู 7 eleven ชายดูดีมีชาติตระกูล นามว่าเนท เดินเข้าไปเพื่อต้องการหาซื้อโยเกิร์ต ซักถ้วยเพื่อต้องการให้กระเพาะได้สุขสมใจ ทันใดนั้นเอง เหมือนรักแรกพบ ก็ได้เจอกับเจ้าถ้วยสีเขียวที่มีรูปร่างแปลกตาแปลกยายกว่า ชาวบ้านในบริเวณข้างๆ ตอนแรกนึกว่า Brand ทํา Package ซุปไก่แบบใหม่ แต่พอชําเลืองตาตี่ๆเข้าไปดุใกล้ๆ เฮ้ยไม่ใช่นิหว่า นี่มัน โยเกิร์ต แอคติเวีย ที่เคยเห้นในโฆษณานิ หว่า ด้วยความสนใจกับรูปร่างและสีของตัว Package มันซึ่งดูแล้วแปลกตากว่าวัฒนธรรมการออกแบบโยเกิร์ตที่เคยมีมา เลยตัดสินใจและตัดสินชะตาท้องและกระเป๋าเงินตัวเอง ขนโยเกิร์ต กลับมาทั้งหมด 5 ถ้วยถ้วน เพื่อจะนํามาเปรียบเทียบกัน อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับเจ้าโยเกิร์ตตัวนี้ก็คือ แม่งหมดไวมาก บางทีอยากกินก็หาซื้อไม่ได้ ซึ่งไม่ใช่เพียงแต่ผมคนเดียวที่บ่น เพื่อนและคนรู้จักหลายคนต่างมีประสบการณ์เดียวกับผม อาจจะมีบางคนที่ชะตาทางด้านการบริโภคยังไม่ขาด ก็มักจะได้เจ้าโยเกิร์ตตัวนี้ไปแต่อาจจะไม่ได้รสที่ชอบแต่ก็ยังยืนยันที่จะซื้อมา อะไรเป็นสาเหตุของสิ่งต่างๆเหล่านี้ อะไรคือสิ่งที่ทําให้ผมอยากจะเข้าไปซื้อมันมารับประทานทุกๆวัน เป็นคําถามที่ติดค้างอยู่ในกระเพาะและเยื้อบุสมองน้อยของผม

---------------------------------------------------------------------------------------





---------------------------------------------------------------------------------------

หลังจากไอ้เอามือเกาหัวและคิดดู ( นึกภาพลิงเกาหัวประกอบไปด้วยจะดีมาก ) ตัวแปรในเ
หตุผลเหล่านี้คงมีมากมายตั้งแต่ รสชาติ ( ซึ่งส่วนตัวผมชอบนะมันละเอียดกว่ายี่ห้ออื่น ) เรื่องราคาซึ่งถูกกว่ายี่ห้ออื่น ประมาณ 1-2 บาท เรื่องทางการออกแบบ เรื่องของ life style และเรื่องทางการตลาด ซึ่งล้วนแต่น่าสนใจทั้งสิ้นว่า “เฮ้ยเมิงทํายังไงว่ะถึงมีคนอยากกินขนาดนี้ นี่ขนาดผมไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายซึ่งตัวบริษัทระบุไว้ชัดเจนว่า จะจับกลุ่มผู้หญิงที่ใส่ใจสุขภาพเป็นหลัก แต่กลับทําให้ลูกค้าไม่ประจําของโยเกิร์ตอย่างผม กลับต้องมาอยากซื้อติดตู้เย็นที่ไม่ค่อยจะเย็นของผม”


หลังจากนําขบวนการโยเกิร์ตทั้ง5 มา เก็บและล็อคอย่างแน่นหนาไว
้ในตู้เย็น ก็เริ่มเดินออกไปถามความคิดเห็นของคนที่คาดว่าน่าจะเป็นกลุ่มเป้าหมายของโยเกิร์ตสุดฮิตอันนี้

1. คุณบาบาร่า ณ หนองแขม ( เจ้าตัวข้อร้องให้ปิดบังชื่อไว้ส่วนคนที่ใคร่รู้จริงๆว่าเธอเป็นใครกรุณาส่ง

ความประสงค์ของท่านมาทางอีเมล์ของผมละกัน )

“เรารู้จักนะ ก็ออกไปซื้อกินประจําเห็นโฆษณาก็เลยอยากลองเมื่อวานเพิ่งไปท็อป ก็ซื้อมาแต่ไม่ได้รสที่ชอบรสที่ชอบมันหมดแล้วเหลือรสเดียวแต่ก็อร่อยเหมือนกัน ชอบตัวบรรจุภัณท์ มันอ่ะ ดูแพงดีน่าทาน ชอบสีเขียวด้วยเหมือนของ Brand เลยน่ารักดี”

2.พี่สาวของคุณฟานเชสโก้ (คุณฟานเชสโก้บอกว่าพี่ของเขาพยายามไปหาซื้อแต่มันหมด )


“ ชอบนะเนื้อมันละเอียดดี ตัว package มันก็ดูน่ากินกว่าอันอื่น แถมสะดุดตากว่าด้วยเมื่อถูกวางบนชั้น
ลองดูของยี่ห้ออื่นสิมันก็เป็นพื้นขาวๆแล้วก็ใส่พวกลายอะไรลงไป แต่อันนี้มันแปลกกว่า”


จากความคิดเห็นของแขกผู้ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นกลุ่มเป้าหมายของทางบริษัท ดานอน ( เจ้าของโ
ยเกิร์ต แอคทีเวีย ) จะเห็นได้มีอยู่หลายปัจจัยในการที่พวกเขาสองคนเลือกที่จะซื้อไอ้โยเกิร์ตยี่ห้อนี้ ซึ่งจริงๆแล้วคงมีอีกหลายเหตุผลถ้าลองไปหาตัวอย่างเพิ่มขึ้น แต่สิ่งที่ผมอยากจะหยิบยกนํามาพูด ก็จะเป็นเรื่องของการออกแบบ Package ของเจ้าตัวโยเกิร์ตนี้ละกัน

---------------------------------------------------------------------------------------


------------------------------------------------------------------


จะเห็นได้ว่าเมื่อนํามาเทียบกับยี่ห้ออื่นๆด้วยสี การจัดองค์ประกอบของตัวฉลาก รวมไปถึงขนาดและรูปทรงของตัวถ้วยโยเกิร์ต มันดูแปลกตาไปกว่ายี่ห้ออื่นมากจริงๆ เพราะฉะนั้นเรื่องความเด่นถ้าหากนํามาวางในจุดเดียวกัน ตรงนี้ เจ้าแอคทีเวีย น่าจะมาเป็นเตงหนึ่งอย่างไม่มีพลิกโผแน่นอน แต่แล้วเรื่องอื่นๆหล่ะ สีทําไมถึงต้องเลือกคู่สีเป็นแบบนี้ จากการที่บริษัทกล่าวเน้นเรื่องของทางสุขภาพกับตัวสินค้าชนิดนี้เหลือเกิน จึงเป็นไปได้ไหมว่าไอ้สีเขียวเหลือง เนี่ยมันไปตอบโจทย์ตัวนั้นของทางบริษัท ซึ่งนอกจากนั้นคู่สีนี้ยังเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ทําให้เรารู้สึกว่ามันแปลกตาไปจากยี่ห้ออื่น รวมทั้งรูปทรงที่แปลกตาและมีขนาดเล็กทําให้มีขนาดที่ดูน่าทานขึ้นหรือเปล่า จากการที่ คุณบาบาร่า ณ หนองแขม ได้บอกถึงเรื่องการที่ตัว Package ดูแพงและน่ารักนั้นอาจจะเป็นส่วนหนึ่งของ Life style ของกลุ่มเป้าหมายของทางบริษัทหรือเปล่า ถ้าใช่นั้นก็อาจจะเป็นอีกเหตุผลหนึ่งในการเลือกซื้อเจ้าสินค้าตัวนี้ ส่วนเหตุผลที่ผมชอบนอกจากรสชาติของมัน ก็คือการออกแบบของเจ้าตัว แอคทีเวียมันทําให้รู้สึกของคุณภาพของสินค้าภายใน อาจจะเป็นด้วยเรื่องของสีและองค์ประกอบซึ่งน่าจะผ่านมือนักออกแบบที่มีคุณภาพมา และพวกคุณหล่ะคิดยังไงกับเจ้าแอคทีเวียนี้ ?


( อ้างอิงจาก http://www.newswit.com/news/2007-10-16/0809-60cf84af563ceeb5f47903ad002ce254 )

ขอขอบคุณ
คุณบาบาร่า ณ หนองแขม ที่ร่วมสนทนาผ่านบริการมือถือ
พี่สาวของคุณฟานเชสโก้ ที่ยอมสนทนากับคนไทย ทั้งๆที่พูดไทยไม่ค่อยชัด

ปล.ใครอยากกินโยเกิรต์มาติดต่อได้กินไม่หมดชัวร์ๆ

11/05/2550

Futura ผลิตผลทางอ้อมของแก๊งค์ Bauhaus

หากพูดถึง ฺBauhaus ก็ย่อมไม่ลืมที่นึกถึง Futura เหมือนกับที่ เวลานึกถึงเวปตู๊ด...
ก็ย่อมนึกถึงดวงตาแห่งคุณธรรมของกระทรวงICT

Futura TypeFace ออกแบบโดย Paul Renner ในปี 1927 โดยได้รับอิทธิพลมาจาก แนวคิดของ เบาเฮ้าส์ สังเกตุได้จาก การนําระบบเรขาคณิต ( Geometric form ) ซึ่งคล้ายกับลักษณะของโครงสร้างทางสถาปัตยกรรม มาเป็นหลักในการออกแบบ Futura จะไม่มีส่วนโค้งมีลักษณะเป็นตัวตรงเหมาะสำหรับพิมชื่อเรื่องหรือพาดหัวโตๆ ว่ากันว่าให้อ่านง่ายสบายตาสบายยาย
Futura ได้รับความนิยมมากในศตวรรษที่ 20 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 1950-1960 ได้ถูกใช้ในบริษัทต่างๆ และ Futura เองก็ถูกเบาเฮ้าส์นําไปใช้เช่นกั


----------------------------
------------------------------------------



------------------------------------------------------------------------


จากภาพทางด้านบน จะเห็นได้ว่า มีการใช้รูปทรงเรขาคณิตเฉกเช่นเดียวกับแก๊งค์เข้าเส้น มาเป็นหลักในการออกแบบตัวอักษร และ ได้รับการพิสูจน์ด้วยการลงมือลงเท้าทดลอง โดยนํา Font Helvetica ซึ่งมีลักษณะของความเป็นเลขาคณิตพอสมควรมาเปรียบเทียบ จะเห็นได้ว่า Counter จากตัวอักษร โอ ที่มีสีเหลืองนั้น กลมอย่างแท้จริง ( Futura ) ซึ่ง Counter ที่มีสีเหลืองนั้นกลับไม่ได้้กลมเลย ( Helvetica ) ดูแค่นี้ก้น่าจะทําให้รู้ว่าได้รับอิทธิพลมาจากแก๊งเข้าเส้น( Bauhaus )จริงๆ

11/04/2550

สถาบัน Bauhaus แก๊งค์เรขาคณิต เข้าเส้น !!











คราวนี้มีเรื่องของสถาบั
นสอนศิลปะในสมัยก่อนมาเล่าให้ฟัง สือบเนื่องจากได้รับงานมาจาก ท่านอาจารย์ที่แสนเคารพ ทําให้เกิดปรากฏการณ์ ที่กลุ่มผมเรียกมันว่า “ งานเข้า “ ทําให้ชายทั้ง3คนซึ่งก็คือ 1. คุณ เนทผู้แสนสุภาพ ( ผมเอง ) 2. คุณชาย ฟานเชสโก้ โมวาริชชี่ ( นายแบบระดับโลกซึ่งสนใจในงานออกแบบ ) 3.ไอ้ไหว่ (...) ต้องมาสุมหัวกันในห้องสมุดโดยใช้วาจาผู้ดี คุยกันด้วยระดับเสียง 90 เดซิเบล จนพี่คนที่จัดหนังสือหันมามองหน้าพร้อมทั้งส่งรอยยิ้มแสนหวาน เหมือนกับเป็นภาษากายว่า “ พวกเมิงเบาๆหน่อย “ นอกเรื่องไปนิดขอโทษครับ พวกเรามาสุมหัวกันว่า ไอ้ Bauhaus คืออะไรว่ะ? จริงๆแล้ว ชื่อนี้เคยได้ยินมาก่อนเนื่องจากเรียนผ่านมาแล้วในชั้นปีที่2 และผมก็ได้คืนอาจารย์ไว้เพื่อสอนต่อรุ่นน้องไว้ ณ ตอนนั้น หลังจากที่ผม และ คุณ ฟานเชสโก้ ได้ทําการหอบหนังสือมาจํา นวนมหาศาล กก็เริ่มกระจายหนังสือและแบ่งกันดู แน่นอนสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปนี้คือ ไม่มีใครยอมอ่านเอาแต่ดูรูปผลงาน เนื่องจากทักษะทางภาษาอังกฤษขัดข้อง แต่มันกลับทําให้กลุ่มยอดนักสืบจิ๋วได้ค้นพบปมและประเด็นในการสืบสวนซึ่งมีประเด็นที่น่าสงสัยดังต่อไปนี้

1. เบาเฮ้าส์น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับ Swiss แล
ะ Dutch Design
2. เนื่องจากผู้ก่อตั้งเป็นสถาปานิก จึงเป็นไปได้ไหมว่า จะนําความรู้ทางด้านสถาป
นิกมาใช้ในการ
สร้าง
งานและการสอนแก่นักเรียน
3. ที่ใช้รูปทรงเลขาคณิตในงาน มีส่วนทําให้งานดูร่วมสมัยหรือเปล่า


หลังจากที่ได้ปมปริศนาแล้ว ทําให้ต่อมสอดรู้สอดเห็นซึ่งติดตัวคนไทยมาแต่กําเนิดเริ่มทํางาน ( ในกรณีนี้คุณฟานเชสโก้ คงจะรู้สึกน้อยกว่าคนอื่น เพราะเป็นลูกครึ่งที่ไม่มีเชื้อไทยอยู่เลย ) ทันใดนั้นเอง ผมลุกขึ้นด้วยไฟอันแรงกล้า พร้อมกับบอกสมาชิกอีกสองคนว่า “ กลับกันเหอกุเหนื่อยแล้ว ” ดังนั้นการสืบสวนจึงจบลงที่ยังไม่ได้หาคําตอบ แต่เหมือนพระเจ้าเหลือบมาเห็นพวกผมพอดี จึงประธานให้ผมได้พบกับ อาจารย์ปีใหม่ ( นามสมมุติ ) ซึ่งท่านเป็นคนสอนเรื่อง ประวัติศาสตร์กราฟฟิกใน ชั้นปีที่2 ผมจึงรีบเข้าไปทักทายท่านพร้อมกับ หยอดปมปริศนาพวกนี้ให้ท่านไป ซึ่งท่านก็ได้ยิ้ม ดุจแม่พระผู้มีเมตตาพร้อมกับพูดว่า “ นี่ไอ้ที่สอนไปทั้งนั้น สอนไปแล้ว “ ก่อนที่ท่านจะยิ้มและบอกต่อว่า “ จริงๆแล้วงานมันแค่คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันซะทีเดียว เนื่องช่วงเวลานั้นเกิดเหตุการ์บางอย่างพร้อมๆกัน ซึ่งส่งผลต่องานออกแบบ “ ผมกล่าวขอบคุณพร้อมกับกราบแกด้วยท่า เบญจาคประดิษฐ์งามๆ 1ครั้ง เวลาล่วงเลยผ่านไป เมื่อเริ่มตั้งใจอ่านภาษาอังกฤษที่อยู่ในหนังสือก็ได้รู้เรื่องราวต่างๆอย่างชัดเจน ซึ่งต่อจากตรงนี้จะเป็นประวัติของ สถาบัน Bauhaus อาจจะวิชาการนิดนึง ถ้าใครรับไม่ได้หรือขี้เกียจอ่าน ก็กรุณาเลื่อนเม้าส์ข้ามโซนเส้นเขียวไป เดี๋ยวข้างล่างจะมีสรุปแบบสั้นๆให้ไม่ต้องกลัวไม่ได้สาระ

---------------------------------------------------------------------------------

สถาบันการศึกษา Bauhaus

สถาบันศิลปะเบาเฮาส์หรือที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า The Bauh
aus School of Art, craft, and design ได้รับการสร้างขึ้นมาโดยสถาปนิกที่ชื่อว่า Walter Gropius ที่เมืองไวมาร์ ประเทศเยอรมันนี ในปี ค.ศ. 1919 คำว่า เบาเฮาส์ (building house)นั้น เป็นการสะท้อนถึงต้นตอกำเนิด ในความคิดแบบสังคมนิยม ที่เกี่ยวพันกับขบวนการเคลื่อนไหว ทางด้านงานศิลปะและงานฝีมือ ซึ่งไม่ใช่อย่างเดียวกันกับ ความพยายามในช่วงต้นๆในการรื้อฟื้นพลังเกี่ยวกับ ผลิตผลทางงานฝีมือขึ้นมาใหม่ และแม้ว่าสถาบัน Bauhaus จะมุ่งสอนในลักษณะของแนวก้าวหน้าให้อิสรภาพทางความคิดอย่างเต็มที่และต้องการพัฒนาสังคมแต่ความคิดเช่นนี้กลับทำให้สังคมตอบรับอย่างเชื่องช้าและส่งผลกระทบต่อสถาบันในท้ายที่สุด ก่อนการตั้งสถาบันศิลปะ Bauhaus ที่จริงแล้วก็มีโรงเรียนที่สอนทางด้านศิลปะอยู่แล้วบ้างบางโรงเรียน ก็เน้นหนักไปในทางพาณิชย์ศิลปะ ส่วนบางโรงเรียน ก็เน้นไปด้านวิจิตรศิลป์ ส่วนสถาบันศิลปะ Bauhaus นั้นได้นำทั้งสองอย่างมารวมกันซึ่งทำให้อาจารย์ซึ่งสอนอยู่ในสถาบันศิลปะเดิมไม่สามารถที่จะปรับตัวเข้ากับ Bauhaus ได้ การเรียนการสอนของ Bauhaus นั้นเป็นการผสมผสานระหว่างศิลปินซึ่งมีความสามารถทางด้านของรูปทรง( Master of form ) ให้มาสนใจในด้านการฝีมือในขณะเดียวกัน ก็ให้ศิลปินที่มีความสามารถใน ทางฝีมือ ( Shop Master) ให้กลับมาสนใจในความคิดสร้างสรรค์ละเรื่องของรูปทรง


การเรียนการสอนในสถาบันเบาเฮ้าส์


ส่วนหนึ่งซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญของสถาบัน Bauhaus คือสถาบันศิลปะแห่งนี้เน้นในเรื่องการสนทนาระหว่าง ผู้สอนกับนักศึกษาโดยถือว่าการพูดคุย นั้นเป็นสิ่งสำคัญแรกสุดเพื่อที่จะให้อาจารย์ที่มีความเชี่ยวชาญจากหลายสาขาและมีประสบการณ์ได้ถ่ายทอดความรู้ของตนให้แก่นักศึกษา
และเพื่อให้นักศึกษาแต่ละคนนำความรู้ที่ได้รับจาก
อาจารย์ไปต่อยอดเป็นความรู้ของตนเอง นอกจากนี้สถาบันสอนศิลปะ Bauhaus เน้นในเรื่องของ การลงมือปฏิบัติด้วย Gropius การทำงานด้วยมือถือเป็นสิ่งที่สำคัญมากเพราะจะทำให้นักศึกษาได้รับรู้ถึงการใช้วัสดุที่แท้จริง จึงทำให้ นักศึกษาของBauhaus นั้นเป็นผู้รู้ทางทฤษฏี และเป็นนักปฏิบัติไปพร้อมๆกัน

สถาบันศิลปะ Bauhausต้องการผลิตนักศึกษาผู้ซึ่งมีความรู้ในด้านศิลปะและเชิงช่างอย่างรอบด้านด้วยเหตุนี้นักศึกษาจึงไม่ได้ถูก
คาดหวังให้เป็นสถาปนิกแต่ต้องการให้มีความรู้พื้นฐานของศิลปะโครงสร้าง (Construction Art ) อีกส่วนหนึ่งที่ถือว่าสำคัญก็คือการให้อิสระแก่นักศึกษา
ทั้งนี้เพื่อให้นักศึกษาหลุดออกไปจากกรอบเดิมๆ กล้าที่จะคิดรูปทรงใหม่ๆเพื่อที่จะนำไปปรับปรุงสิ่งต่างๆในสังคมให้ร่วมสมัยมากยิ่งขึ้น


จุดสิ้นสุดของสถาบันศิลปะเบาเฮาส์

ถึงแม้ว่าสถาบันศิลปะ Bauhausจะมีการเรียนการสอนที่ล้ำหน้ามากกว่าที่อื่นในช่วงนั้นนับจากแนวคิดของผู้ก่อตั้งอาจารย์ผู้สอน
และการเรียนการสอนของนักศึกษา แต่สถาบันแห่งนี้กลับต้องยุติบทบาทเน
ื่องมาจากสาเหตุทางการเมืองในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งเป็นความขัดแย้งระหว่างแนวคิดอณุรักษ์นิยมกับสังคมนิยม โดยรัฐบาลและประชาชนที่ไปยังมีแนวคิดแบบอณุรักษ์นิยม เมื่อมีความขัดแย้งกันมากขึ้น Gropius จึงได้ถูกบีบบังคับให้ลาออกจากสถาบันศิลปะ Bauhaus ที่เมือง ไวมาร์ ลงในปี 1924 การปิดของสถาบันนี้น่าแปลกที่กลับได้รับการตอบรับในแง่บวกจากเมืองสำคัญต่างๆในเยอรมันซึ่งสนใจที่จะนำสถาบันศิลปะ Bauhaus มาสร้างในเมืองของตนแต่แล้วคนที่ได้ไปก็คือนายกเทศมนตรีจากเมือง เดลซาและได้เปิดสถาบันศิลปะ Bauhaus ขึ้นจนเมื่อปี 1928 Gropius จึงได้ขอลาออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการอีกครั้งและแต่งตั้งคนอื่นขึ้นมาดูแทน ในทศวรรษที่1930 พรรคนาซีเยอรมันๆได้ประสบชัยชนะทางการเมืองทำให้ Bauhaus ต้องย้ายไปอยู่ที่กรุง เบอร์ลิน และถูกปิดอย่างเด็ดขาดในเดือนเมษายน ซึ่งเป็นเดือนเดียวทีก่อตั้งสถาบันขึ้นมา แม้ว่า Bauhaus จะถูกปิดตัวลงในเยอรมันนีแต่บทเรียนรวมทั้งวิธีการสอนกลับมีการแพร่ขยายออกไปและมีอิทธิพลต่อ
โรงเรียนสอนศิลปะทั่วโลกทั้งในยุโรปและอเมริกา

---------------------------------------------------------------------------------


เอาหล่ะมาม๊ะจะพูดให้ฟังง่ายๆ คือไอ้เบาส์เฮ้าส์เนี่ยเป็นสถาบันศึกษาทางด้านศิลปะและการออกแบบในประเทศเยอรมันนี โดยเจ้าคนก่อตั้ง ( Walter Gropius )เนี่ยมันมีหัวคิดที่ค่อนข้างจะทันสมัย และคิดแบบสังคมนิยม แถมเจ้าตัวยังเป็นสถาปานิกชื่อดังอีกตะหาก ทําให้สร้างสถาบันนี้โดยเน้นให้เรียนรู้ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็น ด้านวัสดุ ทฤษฏีต่างๆ คือถ้ามาเรียนก็เรียนรู้และลงมือทําจริง โดยงานของสถาบันนี้จะออกมาให้รูปแบบ ที่มีความละไม้คล้ายคลึงกับโครงสร้างทางสถาปัตยกรรม โดยจะชอบทํางานออกมาในรูปแบบของเลขาคณิต เรียกได้ว่าทํากันทั้งโรงเรียน เอาแบบเข้าเส้นกันไปเลย โดยเจ้าคนต่อตั้งบอกว่า ต้องการให้อิสระแก่นักศึกษา ( แต่เดี๋ยวดูงาน โครตจะไม่อิสระเลย ) นอกจากนี้ยังไม่พอมีการชักชวนก๊วนเพื่อนเข้าเส้นทางเลขาคณิตมาร่วมแก๊งด้วย ทําให้โรงเรียนนี้กลายเป็นแหล่งสุมหัวของ นักออกหัวก้าวหน้าทุกสาขาที่มีความรักใคร่และผูกพันกับคุณเรขาคณิต หนึ่งในก๊วนนี้มีศิลปิน คนโปรดของผมคือ คุณลุง Kandinsky เอาหล่ะ มาดูงานของก๊วนนี้ดีกว่าว่าจะมีอะไรบ้าง
เยส เลส สะ โก นาวววว !!


---------------------------------------------------------------------------------





สืบเนื่องจากสองตอนที่แล้ว Grey hound ทําพิษ !!



อาจจะเพราะฝอยฟุ้งมากไปหน่อยกับสองตอนที่แล้ว ทําให้ลืมเขียนเรื่องสําคัญอีกเรื่องซึ่งนึกได้ขณะที่ีกําลังให้อาหารหนู ซึ่งก็คือปัญหาที่ของการออกแบบที่พบเจอระหว่างการเดินทางนั้นเอง
จริงๆแล้วพบปัญหาที่พบระหว่างทางเดินนั้นมีมากมาย ก็เพราะหลายๆงานมันไม่ได้ผ่านมือของนักออกแบบนั้นเอง ซึ่งในกรณีสามารถพบได้ตามสถานที่ “ อเจริญ “ ทั่วไป แต่วันนี้ปัญหาที่ทําให้ผมต้องยอมออกแรงนิ้วในการพิมพ์
บทความก็ คือ Grey Hound แบรนด์ที่ผมสุดจะชอบ !!!
( แต่ไม่เคยซื้อเนื่องจากปัจจัยทางกระเป๋า - -” ) และเชื่อได้ว่าน่าจะผ่านมือของนักออกแบบมาแล้ว
ด้วย แต่นักออกแบบอาจจะไม่ได้เล็งเห็นป
ัญหาที่เกิดจากสภาพแวดล้อม ซึ่งผมบังเอิญ จ้องดูเสื้อผ้าซึ่งมีราคาพอพอกับค่าตัวของนายแบบส่วนตัวของผม ( คุณ ฟานเชสโก้ สําหรับคนที่ยังไม่รู้จัก กรุณากลับไปอ่านสองตอนที่แล้วละกัน ) ทัาให้เห็นปัญหานี้ เอาหล่ะอย่ารอช้าไปดูกันเลย

-------------------------------------------------------------------------------





-------------------------------------------------------------------------------

จะเห็นได้ว่าตัวโลโก้ Grey Hound ได้ถูกทําให้ไร้ตัวตนบนกระจกเนื่องจาก ขนาดที่แสนจะเล็กเหมือนกับทําให้พวกมีกล้องส่องดูดาวติดตัวตลอดเวลาส่องดู บวกกับสีของตัวโลโก้ ซึ่งแทบโครตจะ
กลืนไปกับ background เสื้อผ้าราคาเทพ ของมัน ส่วนวิธีแก้ปัญหา ก็รู้ๆกันอยู่มีหลายวิธี เพิ่มขนาดตัวอักษรให้คนที่ไม่ได้มีเงินซื้อกล้องดูดาวมันมองเห็นซะ แล้วก็เปลี่ยนสีโลโก้ให้มันตัดกับพื้นหลังหน่อย หรือไม่ก็เปลี่ยนสีพื้นหลังแม่งไปเลย จริงๆน่าจะมีวิธีอื่นอีก ใครคิดวิธีแยบยลหรือ
วิธีที่ have a กึ๋น ก็เอามาแลกเปลี่ยนกันนะ มาร่วมกันขัดถูทาถูและขัดเกลาวิธีแก้ปัญหากัน

11/02/2550

ภาคพิเศษไม่ใส่เส้น เดินทัพเข้า Central world !!

ก่อนอื่นต้องบอกท่านผู้ชมก่อนว่า หากท่านใดยังไม่ได้อ่าน บทความ " มาม๊ะมาเพิ่มสัญชาตญาณทางการออกแบบกันเถอะ !! " อยากจะรบกวนให้ช่วยไปอ่านกันก่อนที่จะมาอ่าน ภาคพิเศษไม่ใส่เส้น อันนี้ตอนนี้อาจจะไม่ค่อยเข้มข้นเป็นหัวเชื้อเท่าตอนที่แล้วเอาเป็นว่า สาระก็น่าจะมีแต่คงน้อยกว่าภาคที่แล้ว พูดมาไปหน่อยเอาหล่ะถ้าอ่านกันแล้วก็ลุยเลย

หลังจากที่โดนตรวจกระเป๋าและคุ้นเขี่ยถุงเพื่อค้นหาอาวุธชีวภาพ ( อีกแล้ว ) เราก็เดินเข้ามาใน Central wold ซึ่งส่วนตัวผมก็มองว่ามันเป็นอีกที่หนึ่งที่ค่อนข้างกิ๊บเก๋ทางการออกแบบ พอเดินเข้ามาก็จ๊ะ เอ๋! กับไอ้โทรศัพท์มือถือขนาดเท่าตัวผมเออรู้สึกตอนที่ผมเคยไปอบรมเกี่ยวกับเรื่องสือการโฆษณา ( ซึ่งจริงๆไม่ค่อยจะได้ฟังเพราะคุยกับเพื่อนเรื่อง การเล่นซุปเปอร์โยโย่ ที่ฮิตติดตลาดแบบว่ามีเด็กหัวแตกรว่มหลายร้อยคนต่อวัน ตอนพวกเราอยู่มัธยมต้น )เอาหล่ะเข้าเรื่องๆ มันเป็นงานโฆษณาที่เล่นกับสถานที่จริง โดยคํานึงถึงเรื่อง การนําไอเดียมาเล่นกับสถานที่ที่ต้องการจะโฆษณา จริงๆสื่อพวกนี้ในเมืองไทยก็มีมานานแล้วเหมือนกัน เพียงแต่ถ้าไม่ได้เดินตามที่ที่เจริญทางการออกแบบแล้วก็อาจจะพบได้ยากหน่อย ถ้าจะดูสื่อพวกนี้ สถานที่กิ๊บเก๋โซนสยามสายเดี่ยว ก็เป็นอีกที่ที่เราจะสามารถไปหาดูงานพวกนี้ได้

------------------------------------------------

------------------------------------------------
ข้างๆไอ้โทรศัทพ์ ก็มีป้ายให้ข้อมูลเกี่ยวกับ ที่อยู่ของร้านขาใหญ่ใน Central world ที่อาเฮียเจ้าของห้างต้องเอาใจ ก็จะเห็นได้ว่าถึงตัวป้ายจะไม่ได้สวยเลิศเลอ แต่ในตัวป้ายก็ถูกออกแบบมาในระดับหนึ่ง มีการ Alignชื่อและข้อมูลของร้านให้เป็นแนวเดียวกันและเพื่อสะดวกต่ออากงอาม่าที่จะหลงบรรทัดได้ง่าย นักออกแบบป้ายนี้ยังได้ใช้ เส้นสีกรอบส้ม ซึ้งส่วนตัวผมว่าแม่งไม่ค่อยสวยเลย แต่ก็ถือว่าได้แก้ปัญหาในเรื่องการอ่านโดยไม่มีที่พัดพิงสายตาได้ ถ้าเราดูสิ่งพวกนี้และลองวิเคราะห์ว่าทําไมนักออกแบบถึงทําแบบนั้นแบบนี้ ก็น่าจะเป็นอีกทางหนึ่งในการช่วยขัดเกลาการแก้ปัญหาทางการออกแบบได้

หลังจากนั้นเดินบิดก้นไปอีกแปปหนึ่ง ก็ได้เห็นกําแพงเกี่ยวกับการรณรงค์ลดโลกฮอต ถึงแม้ภาพที่นํามาทําจะเป็นดอกไม้สร้างภาพ แต่อยากให้ดูวิธีการจัดการกับรูปแบบตารางซึ่งวิธีนี้จริงๆแล้วก็พบได้บ่อยทางหนังสือหรือนิตยสาร แต่ก็เป็นอีกวิธีซึ่งมันก็ok ในการสื่อสารและด้านความงามระดับต้น ก็จําๆไปบ้างก็ได้ และถ้าสังเกตุดีดีตรง Text Global warming ผมว่ามันมีการจัด Tracking ที่สวยนะงานพวกนี้ผมบอกได้เลยว่าได้ผ่านนิ้วของนักออกแบบมาแน่แช่แป้งเย็นตรางู
พอจะเข้าห้องนํ้าเพราะต้องการสอยกระต๋วย ก็ได้พบกับ Signage ที่ ถูกออกแบบโดย Design Studio G49 ในเครืองของ บริษัท 49 group ผมว่าด้วยลักษณะที่เป็นโครงเส้นบวกกับการทับซ้อนของ Signรวมทั้งมีขนาดใหญ่โตมากมาย ดูได้จาก นายแบบจากตอนที่แล้วของเรา ( คุณ ฟานเชสโก้ ) ได้กรุณามายืน เทียบขนาดให้เราดู ซึ่งนอกจากจะน่าสนใจแล้ว ยังได้ในเรื่องของ ขนาดและการมองเห็น ( สามารถย้อนกลับไปอ่านตอนที่แล้วได้นะจ๊ะ ) ล่อมาซะใหญ่ขนาดนี้ก็น่าจะมองเห็นได้ในระยะไกลได้ เพียงแต่ก็มีบางจุดที่โดนมุมของกําแพงบังไปทําให้ต่อให้ใหญ่แค่ไหนก็ไม่น่าจะมองเห้นได้ ก็น่าเสียดายเหมือนกันนอกจาก Signage ของห้องนําแล้วก็มี Signage อีกหลายอย่างที่น่าสนใจก้จะลงภาพไว้ให้ดูละกัน

------------------------------------------------


---------------------------------------------------

ขอเสริมนิดนึงเรื่อง Brand " Muji " ซึ่งถูกออกแบบโดยลุง ไอโกะ ทานากะ จากบทความ " Clean, cool, simple, refined By Ikko Tanaka ( ไอโกะ ทานากะ ) ของข้างในไม่ค่อยแพงมากไม่ต้องรํ่ารวยแบบลูกของเจ้าของแม้วซิตี้ก็พอจะซื้อหรือถอยมาเป็น เจ้าของได้ ลองไปเดินดูละกัน
---------------------------------------------------




-------------------------------------------------

( ขอขอบคุณ พี่ไก่ พี่มิน และพี่ๆที่G49 ที่ทําให้ได้ความรู้หลายเรื่อง มา ณ โอกาสนี้ ขอบคุณ ไอ้โอ กับ คุณ ฟานเชสโก้ ที่มันเดินมาด้วยกัน แม้ว่า
คุณ ฟานเชสโก้จะขอตัวเดินแยกไปกับสาวๆก็ไม่ว่ากัน )

มาม๊ะมาเพิ่มสัญชาตญาณทางการออกแบบกันเถอะ !!


-------------------------------------------------------------------------------------

หลังจากที่ class communication design ได้ตอบคําถามเรื่อง “ มีวิธีใดบ้างที่จะช่วยเพิ่มหรือส่งเสริมความรู้ทางการออกแบบบ้าง ” ในใจผมก็คิดขึ้นได้ว่า ปกติเวลาเดินในพารากอน หรือห้างเดิ้นๆ ( ห้างที่เจริญทางด้านการออกแบบแล้ว ) ก็จะพยายามสังเกตุสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบ ซึ่งมันก็น่าจะเป็นวิธีหนึ่งในการเพิ่มความรู้ทางด้านการออกแบบ แต่ในขณะที่ผมกําลังคิดและเคี้ยวลูกอมเลมอนของยี่ห้อริโคล่าอยู่นั้น เพื่อนผม ( ไอ้โอ ) มันก็ได้ตอบว่าไปเดินตามที่ต่างๆแล้วก็สังเกตุสิ่งต่างๆ ซึ่งผมก็เห็นด้วยกับมันนะ เพียงแต่บางทีการเลือกเดินตามห้างเดิ้นๆเนี่ย มันจะได้เห็นสิ่งที่มีการปรุงแต่งและมีการโรยผงชูรสแท้โดยนักออกแบบที่มีคุณภาพ เลยเอื้อนเอ่ยวาจานี้เสริมต่อจากมันไป แล้วทันใดนั้นเอง!! อาจารย์ที่เคารพก็ได้มอบหมายหน้าที่ให้ไปทําไอ้เรื่องนี้มา เอาหล่ะไปดูกันดีกว่า ว่าผมได้้อะไรมาบ้าง

ขอแนะนําผู้ร่วม Trip การไป ครั้งนี้ ( เพลงประก
อบของ 20 century fox ขึ้น )

1 คุณเนท (ฉัตรณรงค์ จริงศุภธาดา ) ไปพร้อมอุปกรณ์กล้องมือถือ Sony Ericsson K790i พร้อม
สําหรับการหลบเลี่ยง ยามหรือผู้เฝ้าระวังคนมา
ตักตวงความรู้จากสถานที่ศักดิ์สิทธ์ไป
2 ไอ้โอ ( พงศธร ตั้งสะสม ) ไปพร้อมอุปกรณ์ Nokia N70 กับกล้องดิจิตอลที่มันไม่เคยหยิบขึ้น
มาใช้เลย แล้วถือมาทําไมว่ะ - -

3 คุณ ฟานเชสโก้ โมวริชชี่ ( วริทธิ์ ไชยกูล ) ไปพร้อมกับร่างกายที่มารดาและบิดาให้กับเนิดมา
พร้อมกับเป้สะพายข้าง เพื่อให้ไอ้โอมันฝากของ และให้ยามมันค้นหาระเบิดเล่น



หลังจากที่ลงจากรถไฟฟ้า สถานนีสยามเพื่อไปยัง สยามพารากอน ด้วยราคาบัตร 25 บาท ( โดยต้องเสียเวลา และแลกเหรียญมาหยอดเพราะตู้มันไม่มีระบบทอนเงินที่เป็นธนบัตร ) ผมก็เดินผ่านปติมากรรมเหล็กที่เอาไว้ตรวจสอบหาจรวดนิวเคลียร์ในกระเป๋า และก็ได้มาพบกับ Brand ชั้นนําต่างๆทางด้านเสื้อผ้าของโลก ซึ่งปกติก็ดูมันอยู่แล้ว ก็เริ่มเอากล้องมาถ่ายสิ่งที่น่าสนใจและน่าสงสัย โดยเริ่มดูจากวัสดุที่นํามาใช้ในการตกแต่งร้าน ไม่ว่าจะเป็น กระจก ไม้ พลาสติก หรือแม้กระทั่งหิน ซึ่งถูกนํามาทําเป็นlogoแปะโชว์พาวไว้หน้าร้าน รวมทั้งยังถูกนํามาใช้ในส่วนประกอบต่างๆของร้านอีกด้วย

------------------------------------------------------------------------------------








-------------------------------------------------------------------------------------


หลังจากได้ให้สมองเมล็ดถั่วที่ยังไม่งอกได้คิดวิเคราะห์แล้วก็จะเห็นได้ว่าการเลือกใช้ Material ( วัสดุ ) ในงานออกแบบก็เป็นอีกสิ่งที่จะทําให้ร้านๆนั้นดูเก๋หรือเสี่ยว ลองนึกถึงพวกร้านที่มันเลื
อกใช้วัสดุที่ไม่ได้ผ่านคิดด้วยก้อนโปรตีนในศีรษะดูสิ สีของวัสดุที่ดูเฉิ่ม การไม่เข้ากันของวัสดุ และอื่นๆ ถามว่าทําไม Gucci ( กุดจี่ ) ถึงต้องใช้หินแกรนนิตสดํามารองรับตัวโลโก้ นั่นก็เพื่อที่จะได้ Mood & Tone ที่ดูเรียบหรูซึ่งมันก็จะโยงไปถึงตัวสินค้าสุดแพงตะไลของมันได้อีก หรือว่าทําไมบางร้านถึงต้องใช้วัสดุธรรมชาติ เช่นไม้หรือหิน ไม้หรือหินมันพูดอะไรบ้างหรือเปล่า? ความรู้สึกผมหลังจากที่เห็นร้านที่ใช้วัสดุรองรับเป็นหินหรือไม้ ก็รู้นึกคิดถึงธรรมชาติซึ่งมันเป็นตนตอ กําเนิดของไอ้สิ่งเหล่านี้ก่อนที่ อากง อากู๋ จะเอามาทําให้มันสําเร็จรูปพร้อมขายแบบมาม่า ซึ่งวัสดุสองอย่างนี้มันก็พูดต่างไปจากไอ้ Gucci หรือแม้แต่ในตัวมันสองคนก็ให้ความรู้สึกที่ต่างกันเพราะฉะนั้นสิ่งแรกเลยที่ได้เรียนรู้จาก
การมาเดินที่นี่ก็คือเรื่องวัสดุ เลือกให้ตรงกับลักษณะร้านที่เราทํา เอาเลือกให้ตรงกับสิ่งที่ต้องการพูด และเลือกให้มันดูมีชาติกระกูล
อย่างร้านขายเสื้อผ้าหรูๆและแพงชิบหายอย่างหลุยส์ติงต๊อง ก็คงไม่มีใครทะลึ่งเอาฟิวเจอร์บอดร์สีเหลืองไปตกแต่งหรอกมั้ง อยากจะแนะนําว่าถ้าเราต้อ
งการสังเกตุและวิเคราะห์เรื่องวัสดุจากร้านต่างๆก็คงจะต้องมา
ดูและซึมซับเอาจากสถานที่จริงเหมือนกับที่ Jack แบก Rose ไปไว้หน้าเรื่อไททานิกและให้กางแขนเพ
ื่อซึมซับและเข้าใจในระบบนิเวศน์ทางทะเล

พอเดินพร้อมกับแอบถ่ายรูปต่างๆต้วยกล้องมือถือโดยใช้หลังของ ฟานเชสโก้ (ถ้าใครไม่รู้จักมันกรุณาย้อนขึ้นไปดูตรงแนะนําตัว ) บังขณะถ่ายภาพเพื่อเป็นการหลบเลี่ยงผู้อารักขาของพารากอนแล้ว ก็ได้เกิดปัญญาในเรื่องของ “ Size and Graphic หรือ ขนาดกับงานกราฟิก “ เลยต้องอ้อนวอนขอให้ คุณฟานเชสโก้ไปยืนตามป้ายต่างๆแทนที่จะยืนบนเวทีนายแบบอย่างที่เคยทําเป็นประจํา เพื่อวิเคราะห์เรื่องขนาดของกราฟิกกับสิ่งแวดล้อม


---------------------------------------------------------------------










-----------------------------------------------------------------------


จริงๆก่อนหน้านี้ตั้งใจจะเอาตลับเมตรมาเพื่อใช้ในการวัดขนาดสิ่งต่างๆ แต่คิดว่าผู้อารักขาของทางสยามพารากอน คงจะไม่ยอมให้วัดเป็นอันแน่แท้
เลยตัดสินใจที่จะไม่เอามา ซึ่งก็โชคดีที่ไม่เอามาเพราะขนาดแค่ถ่ายภาพด้วยกล้องมือถือแสนธรรมดา ยังโดนสายตาที่แฝงไปด้วยจิตสังหารของการสู้รบจ้องมองอยู่เป็นระยะเวลานาน เลยจะไม่มีมีตัวเลขขนาดหรืออะไรมาให้ดูกันหรอกนะ เพียงแต่ว่าลองดูจากภาพที่ไม่ค่อยชัดแล้วคิดตามละกัน ขนาดของตัว โลโก้ กราฟิกต่างๆ ไทพอกราฟฟี่ หรือสิ่งที่ต้องการสื่อสาร มีส่วนสําคัญมากที่ต้องทําให้คนที่ไม่ได้ตาบอด หรือสายตาสั้นแล้วลืมใส่อุปกรณ์ในการช่วยมองมา ได้มองเห็นสิ่งที่ต้องการจะสื่อสาร จากภาพร้าน Burberry จะเห็นได้ว่าสามารถมองจากต้นทางที่เลี้ยวเข้ามา ซึ่งก็ถือว่ามันก็ประสบความสําเร็จในเรื่องเกี่ยวกับขนาดและการมองเห็นในระดับหนึ่ง ตัวฟานเชสโก้ที่ยืนเทียบอยู่ นั้นสูงราวๆ 170 เซนติเมตร ตามมาตรฐานชายไทย ( แต่ชื่อโครตต่างชาติเลย ) ตัวป้ายก็น่าจะอยู่ราวๆ 160-180 cm จากระดับพื้นหินอ่อนที่มีแม่บ้านรอจะถู ซึ่งไอ้ระยะหรือขนาดของตัวอักษรพวกนี้ มันไม่สามารถดูได้จากหนังสือได้หรอกถ้ามันไม่ได้ไปวัดมาให้ ต่อมาไอ้ภาพของชั้นต่างๆในพารากอน ถ้าไปดูของจริงใกล้ๆแล้ว จะเห็นไอ้ว่าขนาดมันใหญ่ชิบเป้งเลย ถ้ากดในโปรแกรมมันจะกี่ point ว่ะเนี่ย !! แต่มันก็สามารถทําใหคนที่เป็นมือวางอันดับต้นๆในการหลงชั้นอย่างผมที่อยู่ในชั้น2 สามารถรู้ได้ว่าไอ้ชั้นอะไรมันอยู่ตรงไหนบ้าง เพราะฉะนั้นการดูเรื่อง ขนาดและระยะจึงเป็นอีกสิ่งที่น่าจะช่วยเพิ่มความรู้เกี่ยวกับการออกแบบในสถานที่จริงให้คุณได้ เพราะเวลาที่งานออกแบบถูกนํามาใช้ในสถานที่จริง ย่อมต้องมีการคํานึงถึงการมองเห็นอย่างแน่นอนแช่แป้ง หลังจากเดินมาซักพักไอ้สิ่งมีชีวิตสองตัวข้่างๆผมก็บ่น อยากที่จะหาของกินเพื่อไปสู้กับนํ้าย่อยในกะเพราะอาหาร เลยเดินพร้อมกับคิดว่าจะกินที่ีไหนดี แล้วก็มาจบที่ KFC ร้านที่วันๆมันสังหารไก่หมู่แบบที่ในยุคนาซีที่สังหารโหดชาวยิว พอรับประทานไก่ด้วยระบบการรัปประทานอาหารของผู้ดีเก่าแล้ว ( เศษแป้งที่ใช้หุ้มหนังไก่กระจายโดยถูกจัดวางด้วยโพสิชั่นที่สวยงามไว้อย่างเต็มโต๊ะ ) เราก็รีบปัดก้นหนีจาก KFC แล้วก็เริ่มสังเกตุสิ่งต่างๆต่อ ก็คิดถึงเรื่องที่ร้านที่ดูดีมีชาติตระกูลก็มักจะมีการคุม Mood & Tone ไล่ตั้งแต่หน้าร้าน ก็จะมี Logo, Displayหน้าร้าน ประตู เรื่องของการจัดแสง ส่วนในตัวร้าน ก็มี แท่นวางสินค้า ตู้วางสินค้า ของตกแต่งในร้าน สีกําแพงหรือวอเปเปอร์ภายในร้าน การจัดแสงในร้าน หรือแม้กระทั่งไอ้ของที่มันขายอยู่ในร้าน ซึ่งถ้าเจอร้านที่มันคุม Mood & Tone ให้ไปในทิศทางเดียวกัน ก็จะทําให้ร้านดูมีบุคลิกที่ชัดเจนจริงขึ้น บงบอกได้ว่าไอ้ร้านนี้คือร้านขายอะไร ขายกับให้คนวรรณะไหน mood & Tone จึงเป็นอีกเรื่องที่สําคัญในการออกแบบกับสถานที่จริง

------------------------------------------------------------------









-------------------------------------------------------

อย่างภาพของร้าน ฺPorsche Design ก็จะเห็นในถึงการคุม Mood & Tone โดยใช้สีดําในที่ต่างๆทั้งภาพในและนอกร้าน ไล่ตั้งแต่ป้ายหน้าร้าน displayที่ถูกคู่รักสูงวัยบังไว้ส่วนนึง แท่นตั้งของ ไปจนถึงสินค้าภาพในร้าน นอกจากนั้นวัสดุที่นํามาใช้ในการออกแบบร้าน ก็ถูกคุมให้ไปในทิศทางเดียวกันเพื่อบ่งบอกถึงตัวตนของร้าน หรือในรายของร้าน Escada ก็มีการใช้สิ่งของตกแต่งที่เป็นโคมไฟที่ถูกคิดค้นยุคที่ผมยังไม่ได้เกิดออกมา ทําร้านก็ดูออกไปทางยุโรปย้อนยุคหน่อย

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการคุม Mood & Tone ก็เป็นอีกเรื่องที่โครตจะสําคัญถ้าต้องการจะบ่งบอกตัวตนของร้านให้ชัดว่า กูคือใคร กูขายอะไร กูแพงอ๊ะเปล่า ซึ่งไอ้เรื่องพวกนี้ก็สามารถมาดูและคิดให้สมองมันได้ใช้งานได้ตามห้านเดิ้นๆทั่วไป

หลังจากนั้นกลุ่มชายชาตรีอย่างพวกเราก็เดินข้ามรถ ข้ามถนนที่การจราจรโครตจะสะดวกสบายด้วย sky walk!! โดยการอนุเคราะห์ของทาง central world ใช่แล้วเราจะไปดูอะไรที่น่าสนใจ ใน Central world ให้เป็นของแถมอีก แต่ไว้ติดตามต่อตอนหน้านะ ขอขอบคุณทุกท่านที่มามาถึงช่วงนี้เข้าใจว่าตอนนี้คงอยากจะพักสายตาเหมือนกันสินะ เอาเป็นว่าถ้ายังมีการหมุนเวียนของก๊าส อ๊อกซิเจนและคาร์บอนไดอ๊อกไซต์ที่จมูกอยู่ก็จะมาเล่าต่อ บอกใบ้ก่อนว่าไอ้ที่ Central world เนี่ย ตัว signage ต่างๆค่อนข้างน่าสนใจ เพราะถูกออกแบบโดย Design Studio ที่ผมเคยมีโอกาสได้เข้าไปทํางานราวๆ3 วัน ในฐานะ Layout Boy 555 เอาหล่ะขอบคุณอีกครั้งที่อ่านมาถึงตรงนี้ ไว้เจอกันใหม่่โอกาสหน้า


( ขอขอบคุณ อาจารย์วีร์ วีระพร ที่ร่วมสนทนาตัวอักษรผ่านทางโปรแกรม Msn
ขอบคุณเพื่อนทั้งสองตัวที่ไปช่วยคิดพร้อมทั้งอํานวยความสะดวกด้วย )